ประโยชน์ของเครื่องคิดเลข ทำอะไรได้มากกว่า บวกลบคูณหาร


IMG_4774.JPG
ประโยชน์ของเครื่องคิดเลข ทำอะไรได้มากกว่าการบวกลบคูณหาร

นอกจากปุ่มบวกลบคูณหารเลข ปุ่มอื่นๆบนเครื่องคิดเลขใช้ยังไงคะ ?
ผมไม่แปลกใจเลยกับคำถามที่คุณถาม
ผมเคยไปใช้บริการธนาคารหลายที่ ปรากฏว่า พนักงานที่เคาเตอร์ส่วนใหญ่ ก็ไม่รู้จัก การใช้ปุ่มพวกนี้
เอาละครับจะอธิบายให้ฟัง
M+ คือปุ่ม memory ค่าที่จะให้บวกเข้าไป เช่น คุณมีแบงก์ 1000 จำนวน 5 ใบ แบงก์ 500 จำนวน 4 ใบ แบงค์ 50 จำนวน 3 ใบ ถามว่าคุณมีเงินเท่าไร วิธีการกดเครื่องคิดเลข ก็ กด
1000 X 5 M+ (5000)
500 X 4 M+ (2000)
50 X 3 M+ (150)

สุดท้ายกด MR เครื่องก็จะแสดงผลลัพท์ เท่ากับ 7150
MC คือการลบ memory 7150 ออกไปจากเครื่อง ถ้าเราไม่กดปุ่มนี้ เครื่องก็ยังจำยอดนี้ต่อไป เช่น ถ้าเรากด
20×10 M+ แล้วตามด้วย MR
ต่อจากการกด ในชุดข้างบน ก็จะได้ 7350
(7150+200)

ปุ่ม M- ก็เหมือนกับปุ่ม M+ แต่มันจะให้ค่าเป็น ลบ เช่น ถ้าคุณกดปุ่ม จากชุดข้างบนได้ ค่า 7350 แล้วคุณกด 10 x 100 M- แล้วตามด้วย MR จะได้ค่า (7350-100) = 7250

ส่วนปุ่ม CE คือปุ่มลบตัวเลขที่กดผิดในขณะนั้น เช่น ต้องการกด 100 x 500
แต่ ดันไปกด 100 x 600 เมื่อเรากด ce เครื่องจะลบค่า 600 ออก เราก็กดใหม่เป็น 500 เลย แต่ถ้าไปกดปุ่ม c เข้าก็จะลบหมด ต้องกดใหม่คือ 100 X 500

** เข้าใจว่าเจ้าของกระทู้คงจะถามถึงปุ่ม MR MC ซึ่งในเครื่องบางรุ่นเขาจะรวมปุ่มสองปุ่มนี้ไว้ด้วยกัน โดยใช้ปุ่มเป็น MRC กดครั้งแรกจะเป็น MR กดซ้ำอีกครั้งจะเป็น MC
ปุ่ม GT = Grand Total

จะรวมยอดทุกครั้งที่คุณกดปุ่ม =
เช่น คุณนับสินค้า และคำนวณราคา เช่น
5 ชิ้น x 100 ยาท แล้วกดปุ่ม “=” 500 บาท
10 ชิ้น x 200 บาท ล้วกดปุ่ม “=” 2,000 บาท

เมื่อคุณกดปุ่ม GT จะได้ผลลัพธ์ 2,500 บาท
ปุ่ม rate ใช้ตั้งอัตราภาษีที่เราใช้เป็นประจำค่ะ
ค่าที่ตั้งไว้ก็เอาไปใช้กับปุ่น TAX+ TAX- นั่นเอง
อย่างที่ใช้อยู่จะตั้ง rate ไว้ที่ 7% แล้วเวลาใช้ก็ทำอย่างนี้ค่ะ

สมมติ ว่า ของราคา 100 บาท อยากรู้ว่ารวม VAT แล้วเป็นเท่าไหร่ก็กดเลข 100 แล้วตามด้วยปุ่ม TAX+ ก็จะได้ 107 บนหน้าจอ ถ้ากดปุ่ม TAX+ ซ้ำอีกครั้งจะเป็นจำนวนเงินภาษีคือ 7 ค่ะ

หรือถ้าของราคา 107 อยากรู้ว่าถอด VAT แล้วเป็นเท่าไหร่ก็กดเลข 107 ก่อนแล้วตามด้วยปุ่ม TAX- ก็จะได้ 100 ถ้ากดปุ่ม TAX- อีกครั้งจะได้เท่ากับ 7

อันนี้ยกตัวอย่างเลขง่ายๆนะคะ แต่ในความเป็นจริงปุ่มนี้มีประโยชน์มากเลยเวลาเพิ่ม/ถอด VAT

มีอีกปุ่มหนี่ง ที่อาจจะมองข้ามประโยชน์ไป สำหรับพ่อค้าแม่ขาย นั่นคือ ปุ่ม MU หรือ Mark Up ไงคับ ในเครื่องคิดเลขขนาดเล็กๆ บางเครื่อง ก็มีปุ่มนี้มาให้ใช้ด้วย ถือว่าเป็นฟังก์ชั่นพื้นฐานได้อีกอันหนึ่ง
ปุ่มนี้ ไว้สำหรับคิดตัวเลขที่มี เรื่องกำไร หรือเกี่ยวกับการตั้งราคาขายของ มาเกี่ยวข้อง สมมุติในกรณีดังนี้
สินค้ามีราคาทุน 120
ตั้งราคาขายไว้ 200
กำไรจะได้ 200-120 = 80 บาท
แต่ถ้าเราอยากจะรู้ว่า MarkUp เป็นเท่าไหร่ (กำไรต่อราคาขาย)
ก็จะใช้สูตรดังนี้ (200-120)/200 จะได้ 40 มีหน่วยเป็น เปอร์เซ็นต์
ถ้าในเครื่องคิดเลขมีปุ่มฟังก์ชั่นนี้ ให้จิ้มตามขั้นตอน ดังนี้
กด 200
กด –
กด 120
กด MU
จะได้ผลลัพธ์เป็น 40 (มีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์)


 

ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต
เรียบเรียงโดย: GuideKrabi.com

 

AnAnTour.com

นอกจากปุ่มบวกลบคูณหารเลข ปุ่มอื่นๆบนเครื่องคิดเลขใช้ยังไงคะ ?
ผมไม่แปลกใจเลยกับคำถามที่คุณถาม
ผมเคยไปใช้บริการธนาคารหลายที่ ปรากฏว่า พนักงานที่เคาเตอร์ส่วนใหญ่ ก็ไม่รู้จัก การใช้ปุ่มพวกนี้
เอาละครับจะอธิบายให้ฟัง
M+ คือปุ่ม memory ค่าที่จะให้บวกเข้าไป เช่น คุณมีแบงก์ 1000 จำนวน 5 ใบ แบงก์ 500 จำนวน 4 ใบ แบงค์ 50 จำนวน 3 ใบ ถามว่าคุณมีเงินเท่าไร วิธีการกดเครื่องคิดเลข ก็ กด
1000 X 5 M+ (5000)
500 X 4 M+ (2000)
50 X 3 M+ (150)

สุดท้ายกด MR เครื่องก็จะแสดงผลลัพท์ เท่ากับ 7150
MC คือการลบ memory 7150 ออกไปจากเครื่อง ถ้าเราไม่กดปุ่มนี้ เครื่องก็ยังจำยอดนี้ต่อไป เช่น ถ้าเรากด
20×10 M+ แล้วตามด้วย MR
ต่อจากการกด ในชุดข้างบน ก็จะได้ 7350
(7150+200)

ปุ่ม M- ก็เหมือนกับปุ่ม M+ แต่มันจะให้ค่าเป็น ลบ เช่น ถ้าคุณกดปุ่ม จากชุดข้างบนได้ ค่า 7350 แล้วคุณกด 10 x 100 M- แล้วตามด้วย MR จะได้ค่า (7350-100) = 7250

ส่วนปุ่ม ce คือปุ่มลบตัวเลขที่กดผิดในขณะนั้น เช่น ต้องการกด 100 x 500
แต่ ดันไปกด 100 x 600 เมื่อเรากด ce เครื่องจะลบค่า 600 ออก เราก็กดใหม่เป็น 500 เลย แต่ถ้าไปกดปุ่ม c เข้าก็จะลบหมด ต้องกดใหม่คือ 100 X 500

** เข้าใจว่าเจ้าของกระทู้คงจะถามถึงปุ่ม MR MC ซึ่งในเครื่องบางรุ่นเขาจะรวมปุ่มสองปุ่มนี้ไว้ด้วยกัน โดยใช้ปุ่มเป็น MRC กดครั้งแรกจะเป็น MR กดซ้ำอีกครั้งจะเป็น MC
ปุ่ม GT = Grand Total

จะรวมยอดทุกครั้งที่คุณกดปุ่ม =
เช่น คุณนับสินค้า และคำนวณราคา เช่น
5 ชิ้น x 100 ยาท แล้วกดปุ่ม…

View original post 121 more words

mPOS เทคโนโลยีเครื่องรูดบัตร ชำระที่ไหน เมื่อไรก็ได้ ยูแอนด์ไอ ทราเวล นำมาให้บริการลูกค้าแล้ว วันนี้…


เพิ่มช่องทาง-เพิ่มความสะดวก-เพิ่มความปลอดภัย  mPOS เทคโนโลยีเพื่อ Smart Krabi Smart Tourism
ลูกค้าไม่ต้องพกเงินสดคราวละมากๆ เพื่อชำระค่าทัวร์ ชำระผ่าน  mPOS เทคโนโลยีเครื่องรูดบัตร ชำระที่ไหน เมื่อไรก็ได้

mPos-Krungsri

มีผลสำรวจออกมาว่าในแต่ละปี ประเทศไทยมีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตไม่ต่ำว่า 1ล้านล้านบาท แต่เดิมหากลูกค้าต้องการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต ก็จำเป็นต้องนำบัตรไปรูดผ่านเครื่อง EDC และเครื่องรูดบัตรจะพิมพ์สลิปออกมาให้ลูกค้าเซ็นชื่อทันที จึงเป็นความสะดวกให้แก่ลูกค้าที่ไม่พกเงินสดจำนวนมากติดตัว แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เข้าใจพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนไป โดยนำอุปกรณ์เสริมสำหรับใช้กับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่เรียกว่า mPOS เข้ามาเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตให้กับร้านค้า

mPOS หรือ Mobile Point of Sale สามารถเปลี่ยนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ให้กลายเป็นจุดชำระเงินได้ทันที ช่วยลดข้อจำกัดในการซื้อสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถชำระเงินค่าสินค้าได้เพียงมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเท่านั้น จึงทำให้เกิดความสะดวกต่อร้านค้าและลูกค้าในเวลาเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันนี้มี 2 ธนาคารหลักที่ให้บริการนี้คือ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา

เพิ่มความปลอดภัย ง่ายแก่การชำระเงิน

อุปกรณ์ช่วยเสริมสำหรับชำระเงินชนิดนี้ สามารถใช้ได้ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ยกตัวอย่าง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ร่วมจับมือกับ AIA เพื่อให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของช่องทางการชำระเบี้ยประกันภัยที่ง่ายและรวดเร็ว ให้ตัวแทนประกันชีวิตมีความสะดวกในการออกไปพบลูกค้าและทำธุรกรรมได้อย่างครบวงจรและปลอดภัยในขั้นตอนเดียว อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ และทางด้านลูกค้าเองก็สามารถจ่ายชำระค่าเบี้ยประกันภัยด้วยบัตรเครดิตผ่านทางตัวแทนได้ทันที อีกหนึ่งตัวอย่างจาก สายการบินนกแอร์ ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์กับธนาคารกสิกรไทย ที่ใช้อุปกรณ์ mPOS มาช่วยในการชำระเงินค่าตั๋วเครื่องบิน โดยที่สนามบินดอนเมืองจะมีเจ้าหน้าที่ของสายการบินใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือไอแพดคอยให้บริการลูกค้า เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายตั๋วโดยสารอีกช่องทางหนึ่งเพื่อไม่ใช้ผู้โดยสารต้องต่อคิวนาน

mPos-kbank1

เริ่มต้นใช้งาน ชำระเงินผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่

สำหรับการใช้งาน แอพพลิเคชั่น K-merchant เพื่อรับการชำระเงิน กดคำว่า Start Accepting Payment และใส่จำนวนเงินของสินค้าหรือบริการลงไป ในขณะเดียวกันสามารถถ่ายภาพสินค้าหรือบริการเก็บไว้พร้อมทั้งใส่คำบรรยายได้ตามต้องการ จากนั้นจึงเสียบบัตรเพื่อขออนุมัติวงเงิน และให้ลูกค้าเซ็นชื่อเพื่อยืนยันการใช้จ่าย และกด “Continue” เมื่อวงเงินถูกอนุมัติเรียบร้อย หน้าจอจะขึ้นให้ลูกค้ากรอกเบอร์โทรศัพท์และอีเมลล์ เพื่อส่งหลักฐานการใช้บัตรให้กับผู้ถือบัตร

mPos-kbank2

อุ่นใจ ปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ mPOS ของทั้งสองธนาคารมีความปลอดภัย ลูกค้าไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลบัตรเครดิตหรือลายเซ็นจะถูกบันทึกเก็บไว้ในเครื่อง เพราะข้อมูลของลูกค้าจะถูกส่งไปยังระบบธนาคารทันทีที่มีการดำเนินการ ทำให้ลูกค้าสามารถไว้วางใจได้ว่าการใช้งาน mPOS จะไม่มีการโจรกรรมใดๆ ทั้งสิ้นเกิดขึ้น

K-Merchant on Mobile ของธนาคารกสิกรไทยมีความปลอดภัยสูงและป้องกันข้อมูลตั้งแต่การรูดบัตรจนถึงการส่งสำเนาสลิปให้กับลูกค้า โดยเข้ารหัส (Encryption) แล้วส่งไปปลายทางก็ต้องถอดรหัส (Decryption) และทำ Data Masking กับข้อมูลบัตรเครดิต ตามมาตรฐาน PCI – DSS (Payment Card Industry Data Security Standard) เป็นมาตรฐานความปลอดภัยสารสนเทศที่แพร่หลายทั่วโลก ซึ่งตัวอุปกรณ์ mPOs และ Application ได้ผ่านการรับรอง (Certified by Visa) จาก Visa และ MasterCard จึงมั่นใจได้ว่าผู้ถือบัตรเครดิตที่ใช้บริการนี้สามารถใช้บริการ K-Merchant on Mobile ได้อย่างไร้กังวล

เช่นเดียวกับ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ได้รับการสนับสนุนจากวีซ่า และสวิฟฟ์ (Swiff) เทคโนโลยีเพื่อการชำระเงินผ่านระบบโทรศัพท์มือถือจากเอสซีซีพี กรุ๊ป พร้อมทั้งผ่านการทดสอบเรื่องความปลอดภัย EMV Level 2 จาก VISA และ MasterCard ผ่านมาตรฐาน PCI Data Security Standard (PCI DSS) โดยที่แอพพลิเคชั่นและอุปกรณ์ mPOS จะไม่เก็บข้อมูลบัตรและผู้ถือบัตร เพิ่มความปลอดภัยอีกระดับด้วยการเข้ารหัสตั้งแต่เริ่มเสียบบัตร โดยร้านค้าต้องกรอกรหัสส่วนตัวทุกครั้งที่จะทำการชำระเงิน ทำให้ลูกค้าสามารถไว้วางใจในความปลอดภัยของระบบชำระเงินรูปแบบใหม่นี้ว่าจะไม่มีช่องโหว่ของการถูกโจรกรรมอย่างแน่นอน

การยกเลิกการชำระเงิน

หากลูกค้าของธนาคารกรุงศรีอยุธยาต้องการจะยกเลิกการชำระเงินด้วยบัตร ให้ไปที่เมนู History และเลือกรายการที่ต้องการยกเลิก หน้าจอจะปรากฏรายละเอียดของรายการ กดปุ่ม Void หากต้องการยืนยันการยกเลิกรายการ จากนั้นทำการเชื่อมต่ออุปกรณ์อ่านบัตร ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สำหรับบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต จากนั้นกดปุ่ม Swipe หรือ Read เพื่ออ่านข้อมูลบัตร จากนั้นให้ร้านค้ากรอกสต๊าฟพิน และให้ลูกค้ากรอกอีเมล์ หรือหมายเลขโทรศัพท์มือถือ เสร็จแล้วให้กดปุ่มดำเนินการ ระบบจะแจ้งผลการยกเลิกให้ทราบที่หน้าจอ หลังจากนั้นให้กดปุ่ม ok เพื่อกลับไปที่หน้าเมนู History โดยหากรายการถูกยกเลิกไปแล้ว รายการจะถูกบันทึกใหม่ ด้วยจำนวนเงินติดลบ และจะแสดงข้อความว่า Void Successful และรายการเดิมจะถูกบันทึกว่า Void

เช่นเดียวกับลูกค้าของธนาคารกสิกรไทย ที่หากต้องการยกเลิกการชำระเงินให้เข้าไปที่หน้าจอ Sale History และเลือกรายการที่ต้องการจะทำ Void จากนั้นตรวจสอบรายละเอียดของรายการ และเลือกกดปุ่ม Void Payment ซึ่งร้านค้าจำเป็นต้องใส่ Staff Pin เพื่อทำการล็อกอินอีกครั้ง หลังจากยืนยันการ Void เสร็จสิ้น หน้าจอจะแสดงผลการ Void และระบบจะส่ง E-Receipt เพื่อแจ้งการยกเลิกไปยังผู้ถือบัตร

mPos-Bay

การนำระบบไอทีเข้ามาช่วยในการบริหารร้านค้าเพื่อตอบสนองความคล่องตัวในการขายสินค้าและบริการให้กับผู้บริโภค อุปกรณ์ mPOS ที่สามารถเคลื่อนย้ายจุดชำระเงินได้ดั่งใจและยังมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำเครื่องรูดบัตรแบบ EDC จึงกลายเป็นระบบที่ตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจทุกขนาด เพราะเพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ก็สามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้แล้ว สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยและการใช้บริการ Smart Krabi Smart Tourism.

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก นิตยสาร Ecommerce ฉบับ มิถุนายน 2556
เรียบเรียงโดย : GuideKrabi.com

นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ หัวใจไอที


9 ใน 10 ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกไม่สามารถออกเดินทางได้หากขาดอุปกรณ์ไอที (gadget) ในกระเป๋า

ด้วยความต้องการที่จะติดต่อสื่อสารตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก จึงทำให้เทคโนโลยีเปรียบเสมือนเป็นทั้งเพื่อนคู่ใจและสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับนักท่องเที่ยวในการเดินทางพักผ่อน อ้างอิงจากผลการสำรวจของวีซ่าเกี่ยวกับแผนการท่องเที่ยว ฉบับล่าสุดประจำปี พ.ศ. 2556 (Visa Travel Intention Survey 2013) เผยให้เห็นว่าโทรศัพท์ (สมาร์ทโฟนและโทรศัพท์มือถือ) คืออันดับหนึ่งในใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่จะต้องนำติดตัวไปด้วยสำหรับการพักผ่อน (82 เปอร์เซ็นต์) ตามมาด้วยกล้องถ่ายรูป (77 เปอร์เซ็นต์) คอมพิวเตอร์ (52 เปอร์เซ็นต์) และอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงชนิดอื่นๆ (30 เปอร์เซ็นต์)

:Marketeer Magazine

25560826-150952.jpg

LINE 3.7.0 บน iOS อัปเดตเปลี่ยนธีมได้แล้ว


วันนี้เป็นวันดีอีกครั้งที่ LINE อัปเดตเวอร์ชันใหม่ใน LINE 3.7.0 เพิ่มเติมฟีเจอร์ที่แฟนๆ iOS รอคอยซึ่งก็คือการเปลี่ยนธีมให้กับตัวแอป LINE ได้  ตอนนี้มีให้โหลดเพียง 1 ธีมเท่านั้น คาดว่าอนาคตน่าจะมีออกมาให้โหลดอีกและไม่แน่อาจจะมีขายอีก 555+

 

วิธีการอัปเดตก็ง่ายๆ ครับเข้าไปที่ App Store จากนั้นแท็บไปที่ Updates ที่มุมล่าขวาก็จะเจอ LINE เวอร์ชันใหม่ทำการอัปเดตให้เรียบร้อย

IMG_0397[1]

การเรียกใช้งานธีมของ LINE

เปิด LINE ขึ้นมา -> More -> Settings> Themes -> Cony ทำการดาวน์โหลดแล้วก็ Apply ธีมใหม่ได้เลย

line-theme

 

Credit: http://www.iphonemod.net/

สิ่งที่คนขายไม่ได้บอก(หรือคนขายไม่รู้) Printer ชนิด Ink-Tank


1354711407_462426897_1-Pictures-of--new-printer-brother-j-125-with-ink-tankขอแชร์ประสพการณ์สำหรับผู้ที่คิด หรือกำลังจะซื้อ Printer เครื่องใหม่ ชนิด Ink-Tank

ในแต่ละวันที่ออฟฟิสจะมีการสั่งพิมพ์เอกสารออกมากพอสมควร และผมเป็นคนนึง ที่มีบางคนบอกว่า ใช้ Printer เปลือง
ผมลองใช้ตั้งแต่เครื่อง 8-9ร้อย ยันเครื่องเกือบครึ่งแสน ทั้งซื้อเอง และใช้ของคนอื่น รวมทั้งสอบถามประสพการณ์จากเพื่อนๆ พอสรุปได้ดังนี้ครับ

1. Printer มีหลายแบบให้เลือก (ดอตเมตริกซ์ ,อิงค์เจ็ต, เลเซอร์, มัลติฟังก์ชัน) ขอให้เลือกที่เราจะใช้งานจริงๆ ลองหาข้อมูลจาก Google “การเลือกซื้อ Printer” จะได้คำตอบครับ ผมไม่ขอพูดถึง เพราะมันเยอะมาก

แต่เดี๋ยวนี้ จะมี GelSprinter เครื่องพิมพ์แบบ Liquid Gel เทคโนโลยีการพิมพ์แบบใหม่ มีราคาที่ไม่แพงใช้งานง่ายเหมือนอิงค์เจ็ท แต่มีต้นทุนในการพิมพ์งานสีและมีความละเอียดในระดับเทียบเท่ากับเครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์

1. Printer ราคาถูก มักจะมีตลับหมึกแพง (ถึงตลับหมึกถูก ก็พิมพ์ได้ไม่กี่หน้าก็หมด) ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อ Printer ควรสอบถามราคาตลับหมึก หรือ Toner ให้เรียบร้อยก่อน แล้วพิจารณาจากงานและปริมาณการใช้

2. Printer แบบ All-in-One อาจเหมาะสำหรับบางคน ไม่ใช่สำหรับทุกคน All-in-One เหมาะสำหรับออฟฟิสขนาดเล็ก มีการพิมพ์ไม่มาก ถ่ายเอกสารไม่เยอะ ส่ง Fax บ้างเป็นครั้งคราว แต่ถ้าพิมพ์เยอะๆ ซื้อแบบแยกดีกว่าครับ
อย่าลืมว่า เวลาเครื่องมีปัญหา ต้องยกทั้งเครื่องไปซ่อม งานของคุณจะสะดุด หรือถ้าจะใช้ All-in-One จริงๆ ควรมีเครื่องแฟ๊กซ์ หรือเครื่องถ่ายเอกสารสำรองไว้ด้วย

3. ถ้าสำนักงานของคุณ มีงานพิมพ์เอกสาร ขาว-ดำ เป็นส่วนใหญ่ แนะนำให้เลือกซื้อ Mono Laser Printer จะประหยัดกว่า และควรไปเดินดูตามห้าง หรือร้านค้าทั่วไปสักนิด ว่า Toner ที่ใช้นั้น เป็นรุ่นที่หาซื้อได้จากร้านทั่วไปหรือไม่ นอกจากของแท้แล้วมี Toner เทียบเท่าหรือไม่? ถ้าไม่ใช่ อย่าซื้อ เพราะจะน้ำตาตกเหมือนผม (ซื้อเครื่องราคาหลายหมื่น มานั่งดู เพราะ Toner แพงโคตรๆ และไม่ค่อยมีของ จะสั่งที ต้องรอเป็นสัปดาห์ และต้องเตรียมเงินหมื่นรอจ่ายค่า Toner)

4. ถ้าคุณพิมพ์ภาพถ่ายเป็นหลัก แนะนำให้เลือกพรินเตอร์ที่มีความละเอียดสูงไว้ก่อน และให้ดูปริมาณหน่วยความจำของเครื่องพรินเตอร์ไว้ด้วย หน่วยความจำยิ่งมาก จะทำให้การประมวลผลเร็วขึ้น เครื่องจะไม่แฮงค์บ่อย
การพิมพ์ภาพถ่าย แนะนำให้ใช้หมึกแท้ ไม่แนะนำหมึกเติม (จากประสพการณ์ ซื้อกระดาษ Glossy แพงๆ มาพิมพ์ภาพใช้หมึกเติม ผลปรากฎว่า สีเพี้ยนมาก และ ภาพนั้น อยู่ได้ไม่ถึงปี สีจะซีดเหลือง เสียดายมาก)

4. ถ้าสำนักงานของคุณมีเครื่องคอมพิวเตอร์มากกว่า2 เครื่อง แนะนำให้เลือกซื้อแบบที่มี Lan, Wifi หรือ Wireless มาใช้ดีกว่าการต่อพ่วงแบบ USB (นอกจากคุณมี Print Server อยู่แล้ว) เพราะไม่เช่นนั้น เครื่องคอมฯที่คุณต่อพ่วงอยู่กับพรินเตอร์จะต้องแชร์พรินเตอร์ให้ใช้ร่วมกับเครื่องอื่น และจะต้องเปิดก่อน และปิดทีหลัง และเครื่องที่ต่อพ่วง จะต้องมี Spec สูงกว่าปกติเพื่อรองรับปริมาณข้อมูลที่ถูกส่งผ่านเข้ามา ดังนั้น การใช้ Printer แบบ Lan หรือ Wifi สามารถสั่งพิมพ์จากเครื่องไหนก็ได้ ลดการใช้พลังงาน ลดค่าไฟ ลดภาระไปเยอะครับ

จริงแล้ว ปัญหาเรื่องพรินเตอร์มีเยอะมาก ผมไม่ขอพูดถึงดีกว่า สงสัยอะไร ถาม Google ละกัน

ทีนี้ เราจะมาดูเรื่องที่คนขายไม่ได้บอกเกี่ยวกับ Printer Ink-Jet แบบติดแทงค์ กันครับ

หลังจากพิจารณาเลือกเครื่อง Printer (ยี่ห้อ-รุ่น-ฟังชั่น) ที่จะซื้อแล้ว ให้พิจารณาดังนี้

1. เครื่องพรินเตอร์ใหม่ (แกะกล่อง) ควรเลือกแบบที่ยังไม่ได้ติดตั้งหมึกมาก่อน (ส่วนใหญ่มักเป็นเช่นนั้น)
2. ให้ดูว่า เครื่องที่เราต้องการ มีแทงค์สำหรับรุ่นนั้นๆหรือไม่
3. ยี่ห้อหมึกเติมที่ใช้ในแทงค์ เป็นที่รู้จัก หาซื้อได้ง่ายตามร้านทั่วไป (ไม่ขอแนะนำตรงนี้ครับ)
4. แนะนำให้เลือกแบบตลับหมึกติดหัวพิมพ์เลย จะดีกว่า (แต่แพงกว่า) ในกรณีที่หัวพิมพ์ตัน แค่เปลี่ยนตลับหมึกก็เหมือนใหม่
5. อย่าลืมว่า เมื่อใดก็ตามที่คุณติดแทงค์ พรินเตอร์บางยี่ห้อ จะหมดประกันทันที และคุณต้องทำใจ ว่าพรินเตอร์เครื่องนั้น จะมีอายุการใช้งานสั้นลง

ทีนี้ มาถึงขั้นตอนสำคัญ (เรื่องนี้ ผมทะเลาะกับร้านมาแล้ว)
เมื่อคุณตัดสินใจซื้อเครื่อง (ซึ่งเครื่องพรินท์เตอร์ใหม่ๆ จะมีหมึกแท้แถมมาให้เลย) ส่วนใหญ่ทางร้านจะ Run หมึกให้ แต่ละร้านจะทำไม่เหมือนกันครับ

-1- บางร้าน จะ Run หมึกแท้เข้าไปก่อน แล้วเอาตลับหมึกแท้ออก แล้วเสียบแท้งค์เข้าไปแทน
-2- บางร้าน เสียบหมึกแทงค์เข้าไปเลย

ส่วนตัวผม อยากให้ทำวิธีที่ -2- เพราะอะไรหรือครับ?
จากการทดลองใช้งานมา กว่า 5 ปี สังเกตุจากการใช้มา ไม่ต่ำกว่า 10 เครื่อง สรุปดังนี้

1. หมึกพิมพ์ เป็นสารเคมี ที่ถูกคิดค้นและผสมกันระหว่างสีและสารเคมีอื่นๆ การ Run หมึกแท้ แล้วตามด้วยหมึก Tank จะทำให้สารเคมีต่างชนิดกันถูกผสมกัน ทำเป็นเหตุทำให้หัวพิมพ์ตันเร็วกว่าปกติ
จากการใช้งาน (ในปริมาณการพิมพ์ที่พอๆกัน เฉลี่ย วันละ 30 แผ่น) เครื่องที่ Run หมึกแท้ แล้วตามด้วย หมึกแทงค์ Tank หัวพิมพ์จะเป็นเส้น (ตัน)ในเวลาไม่เกิน 1 ปี ส่วนเครื่องที่ Run ด้วย หมึก Tank ตั้งแต่ต้น ยังใช้งานได้ตามปกติ (ถึงวันนี้ 3 ปีเต็ม) ผมซื้อรุนเดียวกัน แต่คนละร้านครับ

2. ห้ามใช้หมึกแทงค์ต่างยี่ห้อผสมกัน เหตุผลตามข้อ1
3. อย่าวางเครื่องพิมพ์ ในลักษณะต่อไปนี้ เพราะจะมีผลกับการใช้งานทั้งสิ้น
– พื้นที่ ที่มีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง ร้อน เย็น หรือแดดส่องถึง
– พื้นที่ๆ ที่มีฝุ่น
– วางในลักษณะเอียง
– เคลื่อนย้ายบ่อยๆ
– พื้นที่วางเครื่องสั่น-ไหว

4. หากมีการพิมพ์หลายๆแผ่น ควรพักบ้าง เพราะเครื่องพิมพ์บางรุ่น หัวพิมพ์อาจร้อนจัด(ไหม้)ได้
5. ควรสั่งพิมพ์ทุกวัน หากไม่ได้ใช้เครื่องพิมพ์ นานกว่า 1 สัปดาห์ จะทำให้หมึกแห้ง เป็นผลให้หัวพิมพ์ตันได้ครับ
6. อย่าลืมว่า งานพิมพ์ที่ใช้ Ink-Tank ส่วนใหญ่สีจะเพี้ยน และอายุการใช้งานสั้นกว่าหมึกแท้ ถ้าต้องการงานที่เนี๊ยบและอายุการใช้งานนานๆ แนะนำให้ใช้หมึกแท้ คุ้มกว่าครับ เช่นพิมพ์รูปถ่ายใส่กรอบ งานพิมพ์ ป้ายโฆษณาที่ต้องการช่วงระยะเวลามากกว่า 6 เดือน Display เมนูอาหาร เป็นต้น

ก็คงพอเป็นแนวทางสำหรับคนที่ต้องการลดต้นทุนงานพิมพ์ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล เป็นความคิดเห็นและประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆ ไม่ได้ลอกมาจากที่อื่น หากผิดถูกอย่างไร ก็สามารถแสดงความคิดเห็นร่วมกันได้ครับ

ตายิ่ง…

สำหรับผู้ที่ใช้ iPhone4/s แล้วจู่ๆจอดับและเครื่องสั่นเป็นเจ้าเข้า….. มีคำตอบ


สำหรับผู้ที่ใช้ iPhone4/s แล้วจู่ๆจอดับและเครื่องสั่นเป็นเจ้าเข้า แบบนี้….(ดูวีดีโอ)

v=aHQnBzNglEc

วิธีแก้….
ขณะสั่น กดปุ่ม power+home แช่ไว้ประมาณ 10 วินาที มันจะหยุดสั่นเอง
หลังจากนั้น ให้เสียบสายชาร์จทิ้งไว้สักพัก (เผื่อว่าสั่นนานจนแบตหมด)

กดปุ่ม power+home แช่ไว้ประมาณ 10 วินาที หรือจนกระทั่ง Logo Apple ขึ้นมา เป็นการเปิดเครื่องขึ้นมาใหม่
……………………………

แถมครับ…อย่าลืมเข้าไปปิดApp. ต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้งานบ้างนะ (กดปุ่ม Home เป็นแค่ย่อเอาไว้ แต่ App. ยังคงทำงานอยู่)
เพราะถ้าเปิดไว้ เครื่องจะอืด และแบตจะหมดไว
กดปุ่ม Home 2 ครั้งติดกัน จะแสดง App. ที่ใช้งานอยู่ ให้กด Icon อะไรก็ได้ ค้างไว้ จนกระทั่งมันดุ๊กดิ๊ก แล้วปิดให้หมด
จะช่วยให้เครื่องทำงานลื่นขึ้น ที่สำคัญ ใช้งานได้นานขึ้น เพราะไม่กินแบตครับ

ขอให้สนุก และมีความสุขในวันพักผ่อนนะครับ

อันตรายจากการใช้ Cut, Copy & Paste ระวังไว้ ไม่เสียหาย..


บางท่านที่ใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านเว็บบราวเซอร์ของ IE อาจไม่รู้ถึงอันตรายจากการใช้ Cut, Copy+Paste ดังนั้นเรามาระวังไว้ไม่เสียหลายนะครับท่านทั้งหลายส่วนมากคงเคยชิดกับการใช้คีย์ลัดบนแป้นคีย์บอร์ดของเราเป็นส่วนหนึ่งที่ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการทำงานต่างๆของเราได้มาก แต่ในบางกรณี ความสะดวกสบายเหล่านี้กลับต้องแลกมาด้วยความไม่ปลอดภัยมาด้วยนะครับ
ขอแนะนำว่า อย่าใช้การ Cut, Copy & Paste กับข้อมูลที่มีความสำคัญ เช่น หมายเลขบัตรเครดิต รหัสผ่านต่าง ๆ etc. เพราะการใช้ Ctrl+C หรือ Copy จะมีการเก็บค่าไว้ใน Clipboard ของ Windows ซึ่งสามารถถูกอ่านผ่าน Web site ได้ด้วย Javascript + ASP ซึ่งโค๊ดพวกนี้มีแจกกันให้เกลือนพูดง่าย ๆ คือ ไม่ต้องมีความรู้ด้านโปรแกรม ก็เอาข้อมูลเราไปได้แล้วแค่รู้ขั้นตอนการใช้งานก็พอซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่โดนแฮ็คข้อมูลต่าง กัน ไปนะครับ
ลอง copy text อะไรก็ได้บนเครื่องแล้วเปิด URL ต่อไปนี้ดู http://www.friendlycanadian.com/applications/clipboard.htm
หากเว็บนี้แสดงข้อความบนคลิปบอร์ดที่เราก๊อปปี้ไว้ แสดงว่าคุณยังไม่ได้ป้องกันครับ มันเป็นสคริปทดสอบนะครับ อ่านเพิ่มเติม “อันตรายจากการใช้ Cut, Copy & Paste ระวังไว้ ไม่เสียหาย..”