คนไทยใช้คำทักทาย “สวัสดี” มา75ปีที่แล้ว


ย้อนอดีตคำทักทาย “สวัสดี” เมื่อจอมพล ป. ประกาศใช้คำนี้ครั้งแรก ในวันนี้เมื่อ 75 ปีที่แล้ว

ในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายสำคัญคือ การมุ่งพัฒนาประเทศไทยให้มีความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารายประเทศ โดยปลุกระดมให้คนไทยรักชาติ ด้วยการออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย “รัฐนิยม” หลายอย่างบางอย่างได้ประกาศออกเป็นกฎหมายในภายหลัง ซึ่งมีหลายอย่างได้กลายเป็นวัฒนธรรมของชาติในภายหลัง เช่น การรำวง ก๋วยเตี๋ยวผัดไท ทั้งยังเป็นผู้เปลี่ยนชื่อ จาก “สยาม” เป็น “ไทย” และยังเปลี่ยนเพลงชาติไทย จนมาเป็นเนื้อเพลงที่ใช้อยู่กันถึงปัจจุบันนี้

อีกอย่างที่สำคัญคือ การเห็นชอบให้ใช้คำว่า “สวัสดี” เป็นคำทักทายในโอกาสแรกที่ได้พบกัน โดยมอบให้กรมโฆษณาการ (กรมประชาสัมพันธ์) ออกข่าวประกาศเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2486

เว็บไซต์วิกิพีเดีย ให้ข้อมูลว่า ผู้ที่ริเริ่มใช้คำว่า “สวัสดี” คือ พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) โดยพิจารณามาจากศัพท์ “โสตฺถิ” ในภาษาบาลี หรือ “สวัสติ” ในภาษาสันสกฤต โดยได้เริ่มใช้เป็นครั้งแรก ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2486 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นเห็นชอบให้ใช้คำว่า “สวัสดี” เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม

“สวัสดี” เป็นภาษาสันสกฤต มาจากคำว่า “สุ” เป็นคำอุปสรรค (คำเติมหน้าศัพท์ที่ทำให้ความหมายของศัพท์เปลี่ยนแปลงไป) แปลว่า ดี งาม หรือ ง่าย และคำว่า “อสฺติ” เป็นคำกิริยาแปลว่า มี แผลงคำว่า “สุ” เป็น “สว” (สฺวะ) ได้โดยเอา “อุ” เป็น “โอ” เอา “โอ” เป็น “สฺว” ตามหลักไวยากรณ์ แล้วสนธิกับคำว่า “อสฺติ” เป็น “สวสฺติ” อ่านว่า สะ-วัด-ติ แปลว่า “ขอความดีความงามจงมี (แก่ท่าน) ”

พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้ปรับเสียงของคำว่า “สวสฺติ” ที่ท่านได้สร้างสรรค์ขึ้นให้ง่ายต่อการออกเสียงของคนไทย จากคำสระเสียงสั้น (รัสสระ) ซึ่งเป็นคำตาย มาเป็นคำสระเสียงยาว (ทีฆสระ) ซึ่งเป็นคำเป็น ทำให้ฟังไพเราะ รื่นหูกว่า จึงกลายเป็น “สวัสดี” ใช้เป็นคำทักทายที่ไพเราะและสื่อความหมายดี ๆ ต่อกันของคนไทย ส่วนคำว่า “ราตรีสวัสดิ์” ซึ่งเป็นคำแปลจากคำว่า “good night” ซึ่งเป็นคำลาในภาษาอังกฤษ ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เช่นกัน โดยกำหนดให้คนไทยทักกันตอนเช้าว่า “อรุณสวัสดิ์” มาจากคำว่า “good morning” และให้ทักกันในตอนบ่ายว่า “ทิวาสวัสดิ์” มาจากคำว่า “good afternoon” ส่วนตอนเย็นให้ทักกันว่า “สายัณห์สวัสดิ์” มาจากคำว่า “good evening” แต่เนื่องจากต้องเปลี่ยนไปตามเวลา จึงไม่เป็นที่นิยม คนไทยนิยมใช้คำว่า “สวัสดี” มากกว่า เพราะใช้ได้ตลอดเวลา แต่กระนั้น คนไทยก็ยังคงใช้อยู่บ้างบางคำคือ คำว่า อรุณสวัสดิ์ และราตรีสวัสดิ์

คำว่าสวัสดีนั้นจะทำหน้าที่ทั้งการทักทาย และอวยพรไปในคราวเดียวกัน และเมื่อเรากล่าวคำว่าสวัสดี คนไทยเรายังยกมือขึ้นประนมไหว้ตรงอก มือทั้งสองจะประสานกันเป็นรูปดอกบัวตูม เหมือนสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงสิ่งสูงค่าที่เป็นมงคล เพราะชาวไทยใช้ดอกบัวในการสักการะผู้ใหญ่ บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนการวางมือไว้ตรงระดับหัวใจนั้น เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกให้เห็นว่า การทักทายนั้นมาจากใจของผู้ไหว้

ดังนั้น เมื่อกล่าวคำว่าสวัสดีพร้อมกับการยกมือขึ้นประนม จึงแฝงให้เห็นถึงความมีจิตใจที่งดงามของคนไทย ที่หวังให้ผู้อื่นพบเจอแต่ในสิ่งที่ดี ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ ถือเป็นมงคลต่อทั้งตัวผู้พูดและผู้ฟัง และยังสามารถเพิ่มเสน่ห์ในตัวบุคคลได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามก่อนใช้คำว่าสวัสดีนั้น คำทักทายของคนไทยสมัยก่อนไม่มีรูปแบบคำเฉพาะตายตัว แต่เป็นคำที่มาจากความรู้สึกจากใจ บ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง เช่น ฉันไหว้จ้ะ มาแต่เช้าเชียวลมอะไรหอบมาล่ะพ่อ ไปไหนมาล่ะ นี่กินข้าวกินปลามาหรือยัง ทั้งนี้การทักทายน่าจะเป็นกิริยาอาการทำความเคารพมากกว่า เช่น การไหว้ เป็นต้น

ขอบคุณ Thaipbs, khaosod.co.th

Advertisements

Have a good day


Have a good day everyone…

อันตรายจากการใช้มือถือในที่มืดนานๆ


ipad

ไม่ว่าจะวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน หรือแม้กระทั่งวัยสูงอายุ ตอนนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนคงจะมีสมาร์ทโฟนกันคนละอย่างน้อย 1 เครื่อง หรือใครอาจจะมีเป็นแท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คไปเลย แต่อาการเสพติดโลกออนไลน์ ทำให้เราใช้สมาร์ทโฟนไม่ใช่แค่เพียงพูดคุยผ่านเสียงกันอีกต่อไป

เมื่อเราต้องพิมพ์ ต้องจ้อง ต้องเลื่อนดูภาพไปมาตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลาก่อนนอนบนเตียง ทำให้ภาพการเล่นมือถือในห้องนอนเป็นภาพที่คุ้นตา แต่หากเราขี้เกียจถึงขนาดปิดไฟแล้วก็ยังคงนอนเล่นมือถืออยู่ต่อไปอีกสักพัก นานเข้า บ่อยเข้า จะส่งผลเสียอะไรต่อสุขภาพตาของเราบ้าง

อันตรายจากการใช้มือถือในที่มืดนานๆ

1. เสี่ยงต่ออาการแสบตา ตาแห้ง น้ำตาไหล

2. ปวดกระบอกตา ปวดศีรษะ

3. สายตาไม่ชัด พร่ามัว หรือสายตาสั้นมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

4. มีโอกาสเป็นโรคต้อหิน

5. เส้นประสาทตาถูกทำลาย จนการมองเห็นพร่ามัวมากขึ้น

6. อาจมีความเสี่ยงที่จะตาบอดได้ด้วย (แต่ไม่ได้เป็นมะเร็งที่ตา)

หลีกเลี่ยงจากอันตรายของการใช้สมาร์ทโฟนในที่มืด
1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง

2. ดื่มน้ำบ่อยๆ เพิ่มความชุ่มชื่นในตา หรือหากท่านใดตาแห้งมากๆ หรือใส่คอนแทคเลนส์ ควรใช้น้ำตาเทียมเมื่อมีอาการตาแห้ง

3. ควรเปิดไฟในห้องให้มีความสว่างเพียงพอ

4. ไม่ควรนอนหงายเล่นสมาร์ทโฟน เพราะหน้าจอจะไม่ได้รับแสงสว่างจากโคมไฟบนเพดาน แม้กระทั่งนอนตะแคงก็อาจทำให้ดวงตาต้องเพ่งจ้องที่หน้าจอหนักกว่าปกติเหมือนกัน

5. ไม่ควรจ้องหน้าจอโทรศัพท์นานจนเกินไป ควรมีการพักสายตาบ้าง ทุกๆ 20-30 นาที

ดวงตาของเรามีแค่คู่เดียว อย่าใช้งานหนักจนลืมให้ความสำคัญกันนะคะ เพราะหากดวงตามีปัญหาขึ้นมา เราจะต้องมานั่งเสียใจว่าทำไมตอนนั้นถึงทำอย่างนี้ รู้งี้ไม่ทำดีกว่า ถึงตอนนั้น็อาจจะสายไปแล้วก็ได้

ข้อมูลจาก : sanook.com

smartphone-in-dark-tease-today-160627_b87cd6c06fd77f066b1b277d64b76384.today-inline-large

เมาคลื่น, เมาเรือ จะป้องกันและแก้ไขอย่างไร (โดยไม่ใช้ยา)


วันนี้ไกด์กระบี่ขอนำเสนอสาระความรู้เกี่ยวกับอาการเมาเรือ, เมาคลื่น ซึ่งหากเกิดขึ้นกับใคร รับรองว่าหมดสนุกไปทั้งทริปเลย

ใครที่เคย “เมาเรือ” หรือแม้แต่เมารถ คงจะรู้ดีว่ามันทรมานมากแค่ไหน เพราะมักจะเกิดขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เริ่มรู้สึกพะอืดพะอมไม่สบาย ไปจนถึงเหงื่อออกตัวเย็น เวียนหัว คลื่นไส้ แล้วก็อาเจียนออกมา

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เปิดเผยเทคนิคการป้องกันและแก้ไขการเมารถ เมาเรือว่า อาการเมารถ เมาเรือ เกิดจากขณะเคลื่อนไหว สมองเกิดความสับสนแบบประสาทหลอน

เนื่องจากข้อมูลที่รายงานเข้ามาจากหูและตา ไม่สอดคล้องกับข้อมูลจากอวัยวะคุมการทรงตัวของร่างกาย ที่อยู่ในหูชั้นใน ถ้าหยุดการเคลื่อนไหว อาการเมาก็จะค่อย ๆ หายไป คนที่เดินทางบ่อย ๆ มักจะปรับตัวเองให้คุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และเมาน้อยลง หรือไม่เมาเลย

ในเมื่อตั้งใจจะไปเที่ยวให้สนุก ไกด์กระบี่อยากแนะนำวิธีง่ายๆในการเตรียมรับมือกับอาการ “เมาเรือ” กันก่อน ก่อนจะไปให้อาหารปลาระหว่างทัวร์กันนะครับ
อ้อ! การเอาพลาสเตอร์แปะสะดือ ไม่ได้ช่วยอะไรนะครับ  อิอิ

  • เตรียมตัวก่อนไปเที่ยว

หากใครที่รู้ตัวหรือเคยมีอาการเมาเรือ หรือคลื่นใส้เวลานั่งรถหรือนั่งเรือควรเตรียมตัวดังต่อไปนี้

1. ก่อนไปทัวร์ ต้องนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ การอดนอนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดอาการเมาเรือได้ง่ายขึ้น

2. ก่อนลงเรือ ห้ามท้องว่างหรือทานอิ่มเกินไป ควรทานอาหารก่อนลงเรืออย่างน้อย 30นาที

3. “เมาค้าง” อันนี้ไกด์เจอบ่อย มักจะมาพร้อมกับนอนไม่พอ เมาเหล้ากับเมาเรือคนละเรื่องกันนะ

4. เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ต้องไม่รัดแน่นจนรู้สึกอึดอัดเกินไป

5. ความเครียด เป็นตัวเร่งให้เกิดอาการคลื่นไส้ ร่าเริงสดใสเข้าไว้ เป็นมิตรกับทุกคน

  • เมื่อลงเรือ…

1. หาตำแหน่งนั่งที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อึดอัด

2. ขณะเรือกำลังแล่น ห้ามเดินไปมา หรือหันซ้ายหันขวาหันหน้าหันหลัง หรือเพ่งมองจุดใดๆนานๆ

ควรมองออกไปที่ขอบฟ้าไกลๆ จะช่วยให้สายตาเราไม่ต้องทำงานหนัก

3. โทรศัพท์มือถือ สมัยนี้ใครๆก็ใช้ ใครๆก็แชท

แต่ระหว่างที่เรือกำลังวิ่งฝ่าคลื่น การเพ่งมองหน้าจอมือถือทำให้สายตาและประสาทตาทำงานหนัก ทางที่ดีควรงดใช้ไปก่อนจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง

4. เคี้ยวหมากฝรั่งช่วยได้

การเคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท โดยเฉพาะหู ซึ่งมีผลโดยตรงกับความกดดันของอากาศและอาการโครงเครงในเรือ

  • เมื่อมีอาการ: ทำไงดี?

1.ถ้าท้องไส้ปั่นป่วนมากสำหรับบางคน การได้ดื่มน้ำอัดลมในปริมาณพอเหมาะจะช่วยได้

2.เมื่อเริ่มวิงเวียน การสูดหายใจลึกๆ รับลมเย็นๆ จากหน้าต่างรถ หรือใช้ผ้าเย็นเช็ดหน้าผากและหน้าช่วยลดอาการได้

3.ถ้าเริ่มมีอาการวิงเวียน ใช้ยาดม ยาหอม และกลิ่นพืชสมุนไพรตามที่แต่ละคนชอบ จะช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนได้รวมไปถึงการดมกลิ่นเปลือกส้มเขียวหวาน(บีบให้มันพ่นกลิ่นออกมา)และกลิ่นเปลือกพริกขี้หนู

4.หากไม่ไหวจริงๆ ให้นอนลงแล้วหลับตาเพื่อปิดการส่งสัญญาณภาพเข้าสมอง เพื่อเป็นการลดความสับสนที่สมองได้รับ ให้สมองรับสัมผัสการทรงตัว ที่อยู่ที่หูชั้นในเพียงอย่างเดียว อาการจะดีขึ้น แต่ถ้าหลับไปจริงๆได้ยิ่งดี เพราะขณะนอนหลับสมองส่วนคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย จะปิดรับสัญญาณใดๆ อาการเมารถเมาเรือจะหายไปเอง

เที่ยวทะเลให้สนุกนะครับ อย่ากังวลจนเกินไป ปรับอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใสเข้าไว้ ทิ้งเรื่องงานเรื่องไร้สาระไว้ข้างหลัง ที่สำคัญ…เพื่อนใหม่ในเรือน่าสนใจกว่าเยอะ  ฮี่ๆ
ด้วยความห่วงใย

ไกด์กระบี่


ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก : http://www.bangburdtour.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=53909390

บันไดขึ้นลง สระมรกต จำเป็นแค่ไหน?


สระมรกตวันนี้…

มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ อ้างเรื่องความปลอดภัย เรียกร้อง(ผ่านมัคคุเทศก์) ให้ทำบันได เพื่อขึ้นลงสระมรกต

เพื่อนๆล่ะ คิดเห็นอย่างไรกันบ้าง?emerald

กำลังใจเล็กๆที่ยิ่งใหญ่…


ส่วนหนึ่งของกำลังใจซึ่งเกิดจากความประทับใจจากคุณลูกค้าที่ส่งมาให้เรา

IMG_1288[1]
ไม่ว่าลูกค้าจะมาเป็นกลุ่ม เป็นกรุ๊ปทัวร์ มาคู่ หรือแม้แต่มาคนเดียว เราไม่เคยละเลยที่จะดูแล…

คุณลูกค้าตัดสินใจมาใช้บริการกับเรา
นั่นคือคุณลูกค้าไว้ใจเรา
เราจึงอยากทำทุกนาทีของคุณลูกค้าให้มีคุณค่ามากที่สุด

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้เลย หากทุกอย่างไม่ได้เกิดจาก “ประสพการณ์” และ “ความใส่ใจ”

เพราะเราเชื่อว่า”งานทัวร์” ไม่ใช่แค่อาชีพ แต่เป็นจิตวิญญาณของ”งานบริการท่องเที่ยว”

ขอบคุณทุกกำลังใจ นะคะ

ทีมงาน กระบี่ ยูแอนด์ไอ ทราเวล
http://www.GuideKRABI.com
http://www.KRABIINFORMATION.com
http://www.UandITOUR.com